รักต่างแดนกับแฟนต่างชาติ ตอน บ้าย บาย ไทยแลนด์ นลินโกอินเตอร์แล้วนะ

Standard

บ้าย บาย ไทยแลนด์ นลินโกอินเตอร์แล้วนะ


เช้าวันเสาร์ที่ …17 ธ.ค. 2548 … กริ๊ง… กริ๊ง…กริ๊งๆๆ เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น

"ฮัลโหล ๆ ฮัลโหล ๆ" นลินยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย พยายามลืมตามองนาฬิกา ตี 4! ถึงเวลา Wake up call แล้วเหรอเนี๊ย ยังง่วงนอนอยู่เลย "Good Morning, Sir this is your wake up call, Have a nice day" เสียงตามสายเป็นเสียงเทปของพนักงานโรงแรม โทรมาปลุกตามเวลาที่สั่งไว้ นลินฟังเสร็จ นลินก็วางสาย พลิกตัวกลับมาหอมแก้มเมดี ปลุกเขาให้ตื่น

"Honey Honey !Time to wake up" ได้เวลาตื่นแล้วจ๊ะที่รัก" เมดีก็ลืมตามายิ้มให้นลิน แล้วก็กอดนลินไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับถามว่า

"Nalin! Are you ready to go with me คุณพร้อมที่จะไปกับผมหรือยัง? นลินก็ตอบไปอย่างมาดมั่น

"Sure 100 %แน่นอน100 % อยู่แล้วค่ะ"

หลังจากนั้นก็พากันลุกไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็พากันลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารโรงแรม กับข้าวมื้อนี้อร่อยมากเป็นพิเศษ นลินก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว กินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะว่านี้คงเป็นอาหารไทยมื้อสุดท้าย ที่นลินจะได้อร่อยกับรสชาดแบบไทยๆอย่างนี้ ก่อนเดินทางไปอยู่ต่างประเทศกับเขา

"นลินครับ ทานช้าๆก็ได้เรายังมีเวลาเหลืออีกเยอะ ไม่รีบครับ" นลินเขินได้แต่ตอบว่า "ค่ะ" แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อไป มื้อนี้ไม่เก็กสวยแล้วค่ะ ขอหม่ำอย่างเดียวมีแต่ของชอบทั้งนั้น กินให้อร่อยสะใจไปเลย

หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วก็พากันไปเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม แล้วก็ขึ้นรถแท็กซี่ขึ้นทางด่วนไปสนามบินดอนเมือง ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ช.ม 8.00 น.ก็พากันเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง ก็พากันไปเช็คอินตั๋วเครื่องบินกับกระเป๋าเดินทางที่เคานเตอร์สายการบินญี่ปุ่น เสร็จเรียบร้อยก็พากันเดินออกมาหาครอบครัว วันนี้มี พ่อ แม่ พี่มด หลานโมจิ น้องใมค์ ป้าแอ๋ว และ ป้าบล มาส่งนลินขึ้นเครื่อง ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะสนุกสนานเฮฮากันอยู่นั้น (นลินแอบร้องไห้อยู่ในใจ  ) คงเป็นเพราะว่านี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นลินต้องเดินทางไกล ไกลมากๆ คนละขั่วโลกเลยไทยกับอเมริกา และที่สำคัญนลินต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน,ไม่มีญาติคนไทยที่นู้น มีก็แต่แฟนสุดที่รักเท่านั้น

พอถึงเวลาที่จะต้องไปจริงๆ นลินก็เดินจับมือกับแม่มา แม่ก็พูดขึ้นมาว่า

"ถ้ามีปัญหาอะไร ก็กลับมาบ้านเรานะลูก ไม่ว่าหนูจะรวยจะจนยังไงหนูก็ยังคงเป็นลูกของแม่เสมอ"

ซึ้งมากๆเลยกับคำพูดของแม่ นลินเกือบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ไม่อย่าร้องไห้ให้แม่เห็นก่อนไป อยากให้แม่สบายใจว่าเราเข้มแข็งโตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะดูแลตัวเองได้ นลินก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วกอดแม่ไว้แน่นๆ ไหว้ลาแม่กับพ่อและญาติทุกคนที่มาส่ง จากนั้นก็พากันเดินไปจ่ายภาษีที่ตู้เสียภาษี คนล่ะ 500 บาท

ก่อนจะเดินเข้าประตูไป นลินแอบชำเรืองมองครอบครัวตัวเองอีกครั้ง บ้าย บาย จริงๆแล้วนะต่อจากนี้ไปญาติเข้าไปด้วยไม่ได้แล้วนะ ตอนนี้แหละ รู้สึกเลยว่ารักแม่ขึ้นมาจับใจ MOMคิดแล้วมันเศร้ามากๆเลย ไม่อยากไปแล้วนะไอ้ประเทศอเมริกาเนี่ย.. ....ฮือๆๆๆ..แต่ว่านลินตัดสินใจที่จะก้าวเดินไปตามความฝันของตัวเองแล้ว เข้มแข็งไว้นลิน..สู้ๆ..สู้ๆ เพื่อความฝันของเธอจะได้กลายเป็นความจริง หลังจากที่เธอต้องอดทนรอคอยวีซ่ามานานถึง 9 เดือนเต็มๆ มันนานมากๆ กว่าจะได้วีซ่าคู่หมั้นในการเดินทางไปสหรัฐอเมริกากับแฟนสุดที่รักของเธอ และแล้ววันนี้วันที่เธอรอคอยก็มาถึงจงก้าวไปตามความฝันของเธอ เพื่อครอบครัวและคนที่เธอรัก หลังจากปรับจิตใจให้เข้มแข็งแล้ว ก็จับมือกับเมดีพากันเดินไปเข้าแถวด้านตรวจคนออกนอกเมือง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจพาสปอร์ตกับวีซ่าพอถึงคิวนลิน เราสองคนต้องกลับมาที่เคานเตอร์เช็คอินใหม่อีกครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารออกนอกเมือง (ฟอร์ม I-94) ต้องเสียเวลาในการกลับมากรอกเอกสารและมายืนต่อแถวใหม่อีกรอบ เพราะพนักงานเช็คอินกระเป๋าลืมให้เอกสารมากรอก

**เพราะฉะนั้นเพื่อนๆอย่าลืมท้วงเอกสาร I-94 นะค่ะ เวลาเช็คอินตั๋วกับกระเป๋าที่เคาเตอร์**

เราสองคนกลับมาเข้าแถวใหม่อีกครั้ง พอถึงคิวนลินกับเมดี เมดีผ่านเข้าไปก่อน ไปยืนคอยใกล้ๆข้างหลังเจ้าหน้าที่ นลินก็ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจ (ตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ หัวใจเต้น ตึก-ตึก-ตึก มือเย็นไปหมด) เจ้าหน้าที่ก็ถามขึ้นมาว่า

"ไปวีซ่าคู่หมั้นเหรอ" นลินก็ตอบ

"ค่ะ" แค่นั้นเองค่ะ เจ้าหน้าที่ก็ประทับตราเอกสารให้แล้ว

หลังจากผ่านด้านเจ้าหน้าที่มาได้ เราสองคนก็จูงมือกันรีบเดินไปที่ Gate 4 เพื่อไปรอที่ประตูขึ้นเครื่องทางที่เดินไปที่ Gate 4ยาวมากๆ (รีบกันสุดชีวิต เพราะใกล้จะหมดเวลา Boarding แล้ว) เฮ้อ! ในที่สุดก็ถึง Gate 4 จนได้ พอถึงก็ไปเข้าแถวเตรียมตัวให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวและหัวใจ (ฮ่าๆ-ไม่ใช่ๆๆ ตรวจค้นตัวและกระเป๋าต่างหาก) ตามระเบียบ ถอด สร้อย แหวน นาฬิกา รองเท้า ลงตะกร้า ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเช็คอีกรอบ แล้วก็ผ่านเครื่องตรวจ ออกมาด้วยดี แล้วก็เดินไปต่อแถวเข้าคิวยื่นตั๋วเครื่องบินกับพาสปอร์ตให้พนักงานต้อนรับตรวจอีกครั้ง ก่อนเข้าไปในเครื่อง

หลังจากพนักงานต้อนรับเช็คเอกสารเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็จับมือกันเดินตามทางไปที่เครื่องบิน พอถึงประตูทางเข้าเครื่อง ก็จะเห็นแอร์โฮสเตลสาวญี่ปุ่นยืนต้อนรับผู้โดยสารยกมือไหว้กล่าวสวัสดิ์ดีพร้อมร้อยยิ้ม เราสองคนก็โชว์ตั๋วที่นั่ง แล้วเธอก็พาพวกเราไปที่ ที่นั่ง พวกเรานั่งที่ชั้นธุรกิจกัน นลินนั่งติดหน้าต่างและเมดีนั่งถัดมาจากนลิน หลังจากได้ที่นั่งแล้ว เมดีก็เก็บกระเป๋าเข้าที่เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย เพราะเขามีกฏไม่ให้ผู้โดยสารวางกระเป๋าไว้ที่พื้น มันจะไม่ปลอดภัย พอเก็บเสร็จแล้วพวกเราก็นั่งรอเวลาเครื่อง Take off สักพักพอถึงเวลา กัปตันก็แจ้งเป็น ภาษาญี่ปุ่น,ภาษาอังกฤและภาษาไทยเป็นอันดับสุดท้าย นลินก็เลยเข้าใจ กัปตันแจ้งให้ผู้โดยสารทุกคนทราบว่าเครื่องออกช้ากว่ากำหนด 1 ช.ม แต่ใช้เวลาในการบินแค่ 4 ช.ม เมดีบอกว่า เร็วมากๆ เพราะจริงๆต้องใช้เวลาในการบิน 6 ช.ม ระหว่างที่รอเครื่องออก นลินก็ถามเมดีถึงวิธีการใช้ห้องน้ำและห้องน้ำอยู่ตรงไหน

"เมดีคุณสอนฉันเปิดและปิดล็อกประตูห้องน้ำได้ไหมค่ะ" (เพื่อนๆอย่าว่านลินเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุงนะค่ะ ก็คนมันเคยใช้ห้องน้ำบนเครื่งบินนี้หน่า ) เมดีก็พานลินไปที่ห้องน้ำสอนวิธีการเปิดปิดล็อกประตู เสร็จก็พากันกลับมาที่นั่งที่ของตัวเอง นลินก็ขอบคุณอีกครั้งที่เขาช่วยสอนและไม่ขำที่นลินใช้ห้องน้ำไม่เป็นเมดีเขาน่ารักมาก เขาบอกนลินว่า

"ที่รักไม่ต้องขอบคุณผมหรอกนะ มันเป็นหน้าที่ ที่ผมจะต้องดูแลคุณ ถ้าคุณไม่เข้าใจอะไรถามผมได้ตลอดเวลา ผมยินดีที่จะตอบคำถามและอธิบายให้คุณเข้าใจ"

"จริงๆเหรอค่ะ คุณไม่รำคาญฉันแน่นะค่ะ ถ้าฉันคอยถามคุณอยู่ตลอดเวลา"

"จริงๆ ผมสัญญา ถ้าคุณไม่พูดไม่ถามผม แล้วผมจะเข้าใจคุณได้ไงล่ะ จริงไหม" เมดีไม่พูดเปล่าชู้นิ้วก้อยขึ้นมาเกี่ยวก้อยสัญญา แล้วก็เอามือลูบหัวนลินอย่างเอ็นดู

  10.30 น กัปตันก็แจ้งเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดที่นั่ง ปรับเก้าอี้ให้เข้าที่เดิม และกรุณาปิดมือถือ นลินก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เครื่องบิน ค่อยๆเคลื่อนที่ออกจาก Gate 4 เคลื่อนที่ไปตามทางพร้อมไต่ระดับทยานขึ้นบนฟ้าออกจากน่านฟ้าเมืองไทย นลินตื่นเต้นมากๆตอนเครื่องกำลัง Take off ออกจากสนามบิน เหมือนกับตัวเองลอยได้ กลัวตัวเองจะหล่นลงไปข้างล่าง จับมือเมดีไว้แน่นมากพร้อมกับดมยาดมไปด้วย เพราะเกิดอาการวิเวียนศรีษะคล้ายจะเป็นลม.. .. .. เมดีเห็นอาการก็ตกใจรีบถาม

"นลิน! คุณเป็นอะไร ? สบายดีไหม? นลินก็บอก

"ไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่กลัวตอนเครื่องขึ้นเฉยๆ" เขาก็หัวเราะแล้วก็เอามือมาลูบหัวนลิน บอกนลินว่า

"ไม่ต้องกลัวนะคนดี ผมอยู่ที่นี้ทั้งคน ทำใจให้สบายนะ"

พอเครื่องบิน Take off ได้สักพัก กัปตันก็ให้สัญญาณกับผู้โดยสารว่าปลดเข็มขัดที่นั่งได้แล้ว แอร์โฮสเตลก็เริ่มเดินเสริ์ฟอาหารและเครื่องดื่ม และก็เริ่มเดินขายสินค้าปลอดภาษี ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน เมดีคอยดูแลเทคแคร์นลินเป็นอย่างดี เวลาแอร์โฮสเตลเดินมาถามว่าจะทานหรือดื่มอะไร เมดีจะคอยหันมาถามนลินก่อนเสมอ ว่านลินต้องการอะไรหลังจากที่นลินได้ของที่ต้องการแล้ว เมดีถึงจะเลือกของตัวเอง

พอทานอาหารเสร็จก็นั่งดูหนังกัน ชั้นธุรกิจมีทีวีส่วนตัว เก้าอี้ตัวใหญ่มากทำให้นั่งสบาย พร้อมกับมีที่วางขา ผ้าห่มอย่างหนา และบริการอย่างดี อยากได้อะไร ก็แค่บอกแอร์โฮสเตล ไม่เกิน 1 นาทีก็ได้ตามที่ต้องการ นลินนั่งดูหนังและก็จับมือเมดีไว้จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงกัปตันแจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่า ขณะนี้กำลังจะนำเครื่อง ลงจอดที่สนามบิน โอซากา ขอให้ทุกท่านรัดเข็มขัดและปรับเก้าอี้เข้าที่เดิม เราสองคนก็ปฏิบัติตามที่กัปตันแจ้งมา นลินเปิดหน้าต่างดูวิวสนามบินโอซากา เห็นน้ำทะเลสีครามสวยงามมาก มองลงไปที่สานมบินกว้างขวางใหญ่โต ใหญ่กว่าสนามบินดอนเมือง 10 เท่า ถึงสนามบินโอซากา บ่าย 3 โมงเย็นเวลาไทย (เวลาท้องถิ่นจริงๆ 5 โมงเย็น)

ระหว่างที่รอเครื่องลงจอด แอร์โฮสเตลก็แจกเอกสารให้ผู้โดยสารทุกคนกรอก.. .. ..เป็นเอกสารผ่านเข้าสนามบินโอซากา เมดีก็ช่วยนลินกรอกเอกสาร กรอกเอกสารเสร็จก็ปรับเวลาที่นาฬิกาข้อมือให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นจะได้รู้เวลาที่ถูกต้อง เมื่อเครื่องลงจอดเรียบร้อย กัปตันและแอร์โฮสเตลก็กล่าวขอบคุณผู้โดยสารที่เลือกบินกับสายการบินญี่ปุ่น แล้วก็ประกาศหมายเลข Gate ให้ผู้โดยสารที่จะต้องต่อเครื่องจากโอซากาไปเมืองอื่นๆหรือประเทศอื่นๆทราบ นลินกับเมดีต้องต่อเครื่องไปประเทศอเมริกา เมือง Dallas กับสายการบินอเมริกัน เราสองคนก็ตั้งใจฟังอย่างดี

หลังจากรู้แล้วว่า Gate ของตัวเองหมายเลขอะไร ก็พากันลากกระเป๋าออกจากเครื่อง เข้าสนามบินโอซากา อากาศหนาวเย็นมาก เมดีถอดเสื้อแจ๊คเก็ตให้นลินใส่ พากันเดินไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เข้าคนล่ะช่อง นลินก็ยื่นเอกสารกับพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ตรวจ เจ้าหน้าที่ก็เก็บเอกสารไว้และก็คืนพาสปอร์ตให้ เป็นอันว่าผ่านไปด้วยดี เสร็จแล้วก็ต้องพากันไปขึ้นรถไฟฟ้า

**ตรงนี้ต้องตรวจดูหมายเลขตรงป้ายข้างๆรถไฟฟ้าว่าหมายเลขตรงกับ Gate ที่เราจะไปหรือเปล่า**

เราสองคนขึ้นรถไฟฟ้าไปลงตามหมายเลข Gate ของตัวเอง พอถึง Gate 27 นลินมองไปรอบ ๆ เห็นมีแต่พวกฝรั่งหัวแดง กับพวกคนญี่ปุ่นและคนเกาหลีเต็มไปหมด ไม่ยักกะเห็นคนไทยเลยอ่ะ หลังจากนั้นเราสองคนก็ไปเช็คอินตั๋วเครื่องบินที่เคานเตอร์สายการบินอเมริกัน

**เวลาบินข้ามประเทศทางสายการบินจะไม่ออกตั๋วตัวจริงให้เรา เมื่อเรามาถึงสนามบินที่ต้องต่อเครื่อง เราต้องไปเช็คอินตั๋วอีกครั้งที่สายการบินที่เราใช้บริการ ส่วนกระเป๋าไม่ต้องเป็นห่วงเช็คอินครั้งเดียวเท่านั้นที่สนามบินต้นสาย**

แล้วเราสองคนก็ได้ Boarding Pass อันใหม่มา พากันไปนั่งรอเวลา Boarding มองที่นาฬิกาเหลือเวลาอีกแค่ 15 นาทีก็จะได้เวลาเครื่อง Take off แล้ว ทำไมพนักงานต้อนรับยังไม่เรียกผู้โดยสารเข้าเครื่องสักทีนะ ก่ะว่าจะเดินไปถามสักหน่อย

ก็ได้ยินประกาศ จากพนักงานต้อนรับว่า เครื่องออกช้ากว่ากำหนด 1 ช.ม พอทุกคนฟังจบเท่านั้นแหล่ะ ก็ต่างพากันบ่นเป็นภาษาของตัวเอง แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปนั่งรอเวลา Boarding เพราะบ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ต้องรอเวลาอย่างเดียว เราสองคนก็บ่น อุตสาห์ดีใจที่ใช้เวลาในการบินจากไทยมาโอซากาเร็วกว่ากำหนด แต่ต้องกลับมานั่งรอเวลาที่นี้อีก 1 ช.ม นลินก็เลยชวนเมดีพากันไปเดินช็อปปิ้งฆ่าเวลา พากันเดินเข้าร้านขนมญี่ปุ่น ที่ร้านเขาติดป้ายร้านค้าเป็นเงินเยนมีแต่ภาษาญี่ปุ่นทั้งนั้น นลินเองก็ไม่รู้หรอกว่า $1 เหรียญ มีค่าเท่ากับ กี่100เยนนลินรู้แค่ว่า 100เยน เท่ากับ 37 บาทไทย เดินดูรอบๆร้านมีแต่ขนมน่ารักน่ารักทั้งนั้นตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วนลินก็มาเจอขนมสุดโปรดของนลินจนได้ แพ็คล่ะ500เยนแพ็คใหญ่พอสมควร นลินก็บอกเมดีว่าฉันชอบอันนี้ เมดีก็หยิบมาให้นลิน 3 แพ็ค นลินรีบบอก

"ที่รักจ๋าแพ็คเดียวก็พอ" (ความงกยังคงฝังอยู่ในสายเลือดค่ะ กลัวแพงง่ะ) เมดีก็ถาม

"ทำไม! ล่ะ คุณชอบไม่ใช่เหรอ? ซื้อไปเลย 3 แพ็ค เพราะที่อเมริกาไม่มีขนมอันนี้นะ" นลินก็บอก

"OK ซื้อก็ซื้อค่ะ" เมดีก็พูดต่อ

"คุณชอบขนมอันไหนอีก หยิบมาได้เลยนะที่รัก" นลินก็ไปหยิบช็อคโกแลตมาอีก 2 แพ็คใหญ่ แล้วก็ไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ หมดไป $23 เหรียญ ถูกมากๆได้ขนมสุดโปรดมากิน นลินก็หัวเราะและยิ้มอย่างมีความสุข เมดีก็บอก

"ผมดีใจนะที่ทำให้คุณมีความสุข" นลินส่งยิ้มหวานให้เขาอีกทีเป็นการขอบคุณ แล้วก็พากันเดินเล่นดูของต่อไปเรื่อย จนได้ยินประกาศ จากพนักงานต้อนรับเรียกผู้โดยสารเข้าเครื่อง ทุกคนก็พากันทย่อยเข้าเครื่อง เดินไปตามที่นั่งของใครของมัน เราสองคนนั่งที่ชั้นธุรกิเหมือนเดิม นลินนั่งติดหน้าต่างเหมือนเดิมถัดมาก็เป็นเมดี นั่งจับมือกันไว้รอเวลาเครื่อง Take off พอถึงเวลากัปตันก็แจ้งเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียวพูดเร็วมาก นลินฟังไม่ทันและก็ไม่เข้าใจด้วย ที่เที่ยวบินนี้ไม่มีการแปรเป็นภาษาไทยแล้ว ก็เลยถามเมดี เขาพูดว่าอะไรเหรอ เมดีก็อธิบายให้ฟังว่า

"กัปตันกำลังจะนำเครื่องขึ้น แต่เครื่องบินอาจสั่นเล็กน้อย เพราะฝนตกหนักต้องฝ่าฝนขึ้นไป"

7:30 PM เครื่อง Take off นลินก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ว้าว! วิวสวยงามมากๆ เห็นดวงไฟระยิบระยับเต็มไปหมดสวยจริงๆ สะกิดให้เมดีดูและชื่นชมวิวอันสวยงามกัน ขณะที่เครื่องกำลังบินขึ้นฟ้า เพื่อให้ได้ระดับความสูงของการบิน เครื่องบินก็เกิดอาการสั่นเล็กน้อย นลินกลัวมากๆเลยกอดแขนเมดีไว้แน่น (กลัวว่าเครื่องบินจะตกทะเลตายก่อนที่จะบินไปถึงอเมริกา โอ้..แม่แก้วพ่อแก้ว.. สาธุ..สาธุ.. ช่วยลูกช้างให้รอดปลอดภัยด้วยเถอะ..ลูกช้างจะถวายหัวหมูหัวโตๆไปให้) เมดีก็เอามือมาลูบหัวปลอบใจ

"ที่รักไม่ต้องกลัว เครื่องบินราคาหลายสิบล้านบาท รับรองว่าถูกคำนวณมาอย่างดี เพราะฉะนั้นคุณปลอดภัยแน่นนอน" นลินก็พยักหน้าว่าเข้าใจแต่ก็ยังคงกอดเขาไว้อยู่อย่างงั้น จนเครื่องบิน บินขึ้นมาถึงระดับความสูงของการบิน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เครื่องก็ยังคงบินตามปกติ (อายจังเลย ทำยังกับตัวเองเป็นบ้านนอกเข้ากรุงแต่เราก็บ้านนอกเข้ากรุงจริงๆนั้นแหล่ะ)

กัปตันก็ประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารปลดเข็มขัดนั่งตามสบายได้ แอร์ก็เริ่มเดินเสริ์ฟอาหาร และขายสินค้าปลอดภาษี แอร์อเมริกันมีแต่คนอ้วนๆหุ่นไม่ดีเท่าแอร์ไทยกับแอร์ญี่ปุ่นหรอก แต่เรื่องความสวยแอร์อเมริกันกินขาด เราสองคนก็กินอาหารแล้วก็นอนเอาแรงกันต่อเพราะบินอีกตั้ง 16 ชม.กว่าจะถึงอเมริกา หลับไปหลายรอบเหมือนกัน มองนาฬีกาแล้วมองนาฬิกาอีก ทรมานมาก-ก-ก เมื่อไหร่จะถึงสักทีนะ ทำไมมันถึงไกลอย่างงี้ฟ่ะ นี้ขนาดนั่งชั้นธุรกิจยังเมื่อยขนาดนี้ ชั้นประหยัดยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีพื้นที่ให้ยืดขาอย่างชั้นธุรกิจ คงจะนั่งเบียดอัดกันเป็นปลากระป๋องน่าดู น่าสงสาร เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเมดีถึงยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้นั่งชั้นธุรกิจ คิดไปคิดมานอนต่ออีกรอบดีกว่าเรา ว่าจะดูหนังฆ่าเวลาก็ดูไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ นอนนี้แหล่ะคือวิธีฆ่าเวลาที่ดีที่สุด ไม่รู้หลับไปตอนไหน เมดีปลุกที่รักได้เวลากินอาหารเช้าแล้ว นึกว่าถึงแล้วซะอีก กินก็กินครับไม่ต้องล้างหน้าแปรงฟันมันหรอกเพราะห้องน้ำนะแคบมาก คนก็ใช้เยอะเอาไว้ถึงสนามบินแล้วค่อยชำระล้างสิ่งสกปรกแล้วกัน อาหารก็เลี่ยนไม่อร่อยหรอกรสชาติไม่ถูกปากคนไทยหรอกแต่ก็ต้องกินแก้หิวไปพลางๆ แต่ที่ถูกใจที่สุดก็คือได้ดื่มเครื่องดื่มฟรีตลอดไฟล์สำหรับชั้นธุรกิจ สรุปก็เมาซิครับท่านทำให้หลับต่อไปอีกรอบ เมดีปลุกให้ตื่นอีกรอบเปิดหน้าตาให้ดูวิวของรัฐเท็กซัส มองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นบ้านเรือนถนนหนทางเหมือนในหนังฝรั่งที่เคยดูมาสวยจริงๆ

แอร์ก็เริ่มพากันเดินแจกเอกสาร Custom Declaration Form หรือภาษาไทยเรียกว่า ใบศุลกากร ทุกๆคนที่เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาต้องกรอก ถึงแม้ว่าจะเป็นพลเมืองของสหรัฐ หรือว่าถือกรีนการ์ดก็ตาม และถ้าหากเดินทางมากัน 2 คนขึ้นไปสามารถให้คนใดคนหนึ่งกรอกก็ได้ อีกคนไม่ต้องกรอกแต่ต้องนามสกุลเดียวกันนะคะ ต้องกรอกด้วย หมึกดำ หรือน้ำเงิน เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ เมื่อกรอกทุกข้อครบเรียบร้อยแล้วก็เซ็นชื่อพร้อมลงวันที่ ค่ะ ด้านหลังของฟอร์มนี้ มีช่องว่างให้กรอก สิ่งของต้องสำแดง (Declare) เช่น ถ้าคุณมีอาหารหรือของแปลกๆเข้ามาที่คุณไม่คิดว่าจะเอาเข้ามาได้ ตามหลักจะต้อง Declare แต่ในทางปฎิบัติคนส่วนใหญ่จะไม่กรอกแล้วแอบเอาเข้าไป ถ้าโดนจับได้ มีสองทาง คือ โยนทิ้ง หรือ ถูกปรับ หรือทั้งโยนทั้งปรับ ประเทศสหรัฐไม่อนุญาตให้ผู้ใดก็ตาม นำสิ่งมีชีวิต เนื้อสัตว์ ผลไม้ และผักสด เข้าประเทศนะค่ะเอาเข้ามาไม่ได้อย่างเด็ดขาด อยากจะบอกว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีขายทุกอย่างไม่ต้องขนมาให้หนักหรือให้มีปัญหาหรอกค่ะ ตอนแรกนลินก็คิดว่าจะขนมาเหมือนกัน แต่ด้วยความกลัวที่จะถูกจับได้และโดนส่งตัวกลับไทยก็เลยไม่ขนของกินมาเลย เอามาแต่เสื้อผ้าเท่านั้น

สรุปต้องกรอกใบนี้ให้เสร็จก่อนลงจากเครื่องจะได้ไม่เสียเวลาไปกรอกต่อหน้าเจ้าหน้าที่อีก กรอกเอกสารเสร็จ ก็จับมือเมดีไว้แน่นมาก..ดมยาดมไปด้วย..พยายามตั้งสติไม่ให้กลัว…เครื่องบินเริ่มลดระดับความเร็วลง จนในที่สุดล้อก็แตะพื้นรันเวย์ ดีใจจังถึงซะที

เราสองคนก็พากันเดินเข้ามาข้างในสนามบินแล้วก็เดินตามคนอื่นเขาไปเรื่อยๆ จนเจอ ต.ม.จะมีช่องตรวจหนังสือเดินทางสำหรับ Visitor และ US-Citizen and green card holder (เออ .แล้วเราจะไปเข้าที่ช่องไหนดีหนอ) เพราะเมดีต้องเข้าช่อง US-Citizen ส่วนนลินมีแต่ซองเอกสารวีซ่าคู่หมั้น K-1

เมดีก็จับมือนลินไปเข้าแถว Visitor เขาบอกไม่เป็นไรผมเป็น US-Citizen เข้าช่องเดียวกับคุณได้เพราะคุณมากับผม แถวยาวมาก-ก-กค่ะมากกว่าแถว US-Citizen ซะอีก มีหลายชนชาติมาก จีน,ญี่ปุ่น,เกาหลี,อินเดีย แต่ไม่ยักก่ะเห็นคนไทยซักคน รอคิวอยู่นานเกือบ 30 นาทีได้ ก็มาถึงตานลิน ตื่นเต้นอีกแล้วค่ะมองหน้าเจ้าหน้าที่ เหมือนตัวอยู่ในหนังฝรั่งแนวสืบสวนยังไงยังงั้น เจ้าหน้าที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้ม หน้าตาเข้มๆดุ ดุ มองหน้านลินแล้วก็พูดว่า

"ขอเอกสารกับพาสเปอร์ด้วย" นลินก็ยื่นให้ เจ้าหน้าที่ก็เปิดซองเอกสารและก็ตรวจเช็คเอกสารทั้งหมดและก็ทำตามขั้นตอนของเขา เสร็จแล้วก็บอก

"Welcome to USA" นลินก็ส่งยิ้มหวานๆให้เป็นการขอบคุณ แล้วก็รับพาสเปอร์คืน เมดีก็ถามว่าเป็นไงเชื่อผมหรือยัง เจ้าหน้าที่ที่นี้ไม่ดุอย่างที่คุณคิด แค่คุณมีวีซ่าและเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฏหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แล้วก็พากันเดินไปตามทางเดินเพื่อไปขึ้นเครื่องต่อไปเมือง Austin ต่อเครื่องจาก Dallas ไป Austin อีก 2 ชม. เมดีบอกอากาศในสนามบินไม่ค่อยหนาว แต่สำหรับนลินแล้วหนาวสุดๆเลย เพราะไม่เคยชินกับอากาศแบบนี้ และแล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่องบินอีกรอบ ที่นี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวแดงๆฝรั่งทั้งนั้น ได้นั่งติดหน้าต่างเหมือนเดิมแต่เป็นชั้นประหยัดที่ต้องนั้งชั้นประหยัดกันเพราะบินแค่ 2 ชม.ใช้เวลาไม่นานไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ สายการบินภายในประเทศไม่มีชั้น 1 มีแต่ชั้นธุรกิจกับชั้นประหยัด

แล้วเครื่อง ก็ไต่ระดับทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้ง บ้านนอกเข้ากรุงอย่างนลินก็เกิดอาการกลัวอีกรอบ–ฮ่า-ฮ่า–ไม่ชินสักที มองดูวิวนอกหน้าตาไปเรื่อย เห็นก้อนเฆฆเยอะแยะเต็มไปหมด มองไปมองมาก็คิดถึงพ่อกับแม่ปานนี้จะทำอะไรกันอยู่นะ คงจะนอนหลับกันอยู่แน่นๆเลยเราหลับมั้งดีกว่า

"นลินถึงบ้านเราแล้วตื่นมาดูเร็ว" ได้ยินเสียงเมดีเรียกให้ดูวิวนอกหน้าต่าง ว้าวสวยจริงๆแหล่ะ ในที่สุดฉันก็มาถึงจน ดินแดนแห่งเสรีภาพ UAS Here I come

กัปตันนำเครื่องลงจอดได้นุ่มมาก สาวแอร์อเมริกันอ้วนๆก็โบกมือลาผู้โดยสาร เราสองคนก็พากันเดินไปหารถเข็นเพื่อไปเอากระเป๋า ระหว่างที่รอกระเป๋าอยู่นั้น เจ้าหมาตรวจหายาเสพติดก็มาดมกระเป๋าบริเวณรอบๆตัวนลิน เอาแล้วซิ ไป!ไปไกลๆยิ่งเป็นโรคกลัวหมาอยู่ ตัวมันก็ไม่ใช่เล็กๆไปนะชิว-ชิว กลั้นหายใจไว้กลัวมันเข้ามาใกล้มากกว่านี้ เมดีมาสะกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

"นลินคุณเป็นอะไรไป ทำไมตัวแข็งทือเลย"

"ไม่ได้เป็นไรค่ะ กลัวหมาเฉยๆ" เมดีฟังจบก็ขำกลิ้ง.. .. ..

"ไม่ต้องกลัว มันจะเข้ามาใกล้คุณก็ต่อเมื่อคุณมียาเสพติดซุกซ้อนไว้" ยิ้มแบบเขินๆให้เขาอีกที ทำตัวเป็นบ้านเข้ากรุงอีกจนได้ ก็ที่ไทยสนามบินดอนเมืองไม่มีหมาตรวจค้นหายาเสพติดแบบนี้หน่า

พากันรอแล้วรออีกกระเป๋าทั้งสองใบก็ยังไม่โผ่ลมาให้เห็น เมดีก็ไปติดต่อสอบถามได้เรื่องว่า กระเป๋าถูกนำขึ้นผิดเครื่องเพราะตอนต่อเครื่องจาก Dallas นั้นมีการเปลี่ยนหมายเลขGate แต่ไม่ได้แจ้งให้พนักงานโหลดกระเป๋าทราบ ก็เลยโหลดขึ้นผิดเครื่อง ซวยเลย แล้วที่นี้จะเอาอะไรใส่ล่ะ ไม่ใช่แค่ของเมดีกับนลินนะ ของลูกค้าคนอื่นๆด้วยทั้งลำเลย ทุกคนพอรู้คำตอบต่างพากันโมโหโทโสกันใหญ่ สรุปทางสายการบินต้องขอโทษลูกค้าเป็นการใหญ่และจะทำการส่งคืนกระเป๋าให้ภายใน 2 วันตามที่อยู่ของลูกค้า เมื่อได้รับคำตอบที่ชัวร์และแน่นอนแล้วว่าจะได้กระเป๋าคืนแน่นอน นลินกับเมดีก็พากันออกจากสนามบิน ก้าวแรกที่ก้าวขาออกจากสนามบิน อะจ๊าก ทำไมมันหนาวอย่างนี้ฟ่ะ นี้ขนาดเมืองนี้ไม่มีหิมะนะเนี๊ยะยังหนาวได้ขนาดนี้ เมดีต้องวิ่งออกไปเรียกแท็กซี่ให้ขับเข้ามาจอดให้ใกล้นลินที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ ว่าแล้วก็ถึงเวลาวิ่งร้อยเมตรเข้าไปในรถแท็กซี่ คนขับแท็กซี่เป็นคนดิโกรกพูดเร็วมากฟังไม่รู้เรื่อง เมดีบอกให้เขาเพิ่มความร้อนขึ้นอีกเพราะนลินยังหนาวอยู่ (รถแท็กซี่ที่นี้ต่างจากที่ไทย มีทั้งเครื่องทำความร้อนและแอร์)

 ตอนนี้ก็ 2 ทุ่ม 15 นาที ของวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. 2548 เราออกเดินจากไทยตอนเช้าของวันนี้ก็มาถึงอเมริกากลางคืนของวันเดียวกัน เหลือเชื่อจริงๆอเมริกาช้ากว่าไทย 1 วัน เพราะตอนนี้ที่ไทยก็ เป็นวันอาทิตย์ที่ 18 ธ.ค. 2548 เวลา 8 โมงเช้า 15 นาที นลินมาในช่วงคริสมาสท์พอดี นลินมองออกไปข้างนอก บ้านเรือนร้านค้าท้องถนนดูแปลกหูแปลกตาไปหมด ถูกประดับประดาไปด้วยดวงไฟทำให้แสงไฟส่องระยิบระยับ ทุกอย่างดูดีไปหมด แทบจะยังไม่เชื่อว่าตัวเองได้มาอยู่ที่นี้จริงๆเหมือนกับว่าตัวเองกำลังฝันไป รถแท็กซี่เลี้ยวซ้ายแล้วก็เลี้ยวขวาแล้วก็จอดภาพที่เห็นตรงหน้าก็คือบ้านหลังใหญ่มาก-ก-ก

                    

เมื่อรถจอดสนิทเมดีก็จับมือนลินพาลงจากรถแล้วก็จ่ายค่ารถแท็กซี่ $80 ทิปให้คนขับอีก $10 ตามธรรมเนียมถ้าบริการดีต้องทิป 10-15% ของราคา (ใครคิดกฏข้อนี้ขึ้นมาว่ะเนี๊ยะ จ่ายค่ารถแล้วยังต้องทิปอีก เชื่อเขาเลย) เมดีก็จับมือนลินพาเดินมาหน้าบ้าน แล้วก็พูดว่า

"ยินดีต้อนรับสู่บ้านของสองเรา เป็นไงบ้างคุณชอบไหมนลิน? ถามมาได้ ก็ต้องชอบซิค่ะ ก็ตั้งแต่เกิดมาจนปานนี้ นลินยังไม่เคยมีเลยบ้านหลังใหญ่ๆโตแบบนี้เลย เนี๊ยะเท่ากับเป็นบ้านในฝันของนลินเลยก็ว่าได้ นลินก็มองหน้าพร้อมกับจับมือเมดีไว้แล้วก็ให้คำตอบ

"ชอบซิค่ะ จะหลังเล็กหลังใหญ่ ถ้าเราอยู่ด้วยกันนลินก็มีความสุข" ว่าแล้วก็หอมแก้มไปฟอดใหญ่ๆเป็นกำลังใจให้หายเหนื่อจากการเดินทาง แล้วก็รีบพากันเข้าพาเพราะนลินนะหนาวสั่นไปหมดทั้งตัวแล้ว

จบแล้วค่ะการเดินทางไกลจากไทยสู่อเมกาของนลิน แต่ว่าการเดินทางของชีวิตพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นนะค่ะ ยังไม่รู้ว่ามีอุปสรรคอะไรอีกรออยู่ข้างหน้า ต่อจากนี้ไปนลินไม่กลัวอะไรอีกแล้วค่ะ เพราะนลินมีเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กายแล้ว

…รักเธอรักฉันรักกันตลอดไป…

One response »

  1. พี่จำเหตุการณ์เก่งมั่กๆ นุ่ยเองถ้าให้ไปเองคนเดียวอีกรอบ คงมึนตึ้บ จำไรไม่ค่อยได้เลยแฮะ ฮ่าๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s